Phuket Com Express - Shop Online

Barcodeคืออะไร

Barcodeคืออะไร

 บาร์โคด (รหัสแท่ง) คือ เลขหมายประจำตัวสินค้าที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบด้วยเส้นขนาน(สีดำ)และพื้นที่ว่าง(สีขาว) ต่อกันหลายๆเส้น โดยมีความกว้างของแท่งขนานแตกต่างกันออกไป แถบเส้นเหล่านี้ถูกกำหนดและสร้างขึ้นโดยตัวเลขทั้งชุด เพื่อบ่งบอกประเทศที่ผลิต ผู้ผลิต และชนิดสินค้า
บาร์โคด (bar code) เหมือนกับมอร์สโค้ด (Morse code)  แต่ของมอร์สโค้ดใช้ระบบการอ่านแบบจุด (Dot) และแบบเส้นประ (Dased)

องค์ประกอบBarcode

บาร์โค้ด หรือรหัสแท่ง เป็นการนำเอาเส้นที่มีความหนาแตกต่างกันมาเรียงในแนวตั้ง และมีช่องว่างระหว่างเส้นซึ่งรวมเรียกว่าองค์ประกอบรหัสแท่ง สามารถใช้แทนสารสนเทศหรือตัวอักษรได้มากมาย


รูป1.1


การทำงาน เมื่อเครื่องอ่านอ่านผ่านไปยังรหัสที่ติดไว้ แสงจากเครื่องอ่านจะถูกดูดในส่วนของแท่งสีดำ และส่วนช่องว่างสีขาวจะสะท้อน และจะจับตัวแสงที่สะท้อนกลับ( A photocell detector) และเปลี่ยนเป็นสัญญาณอิเล็คทรอนิคส์ส่งไปยังคอมพิวเตอร์โดยมีซอฟแวร์สำหรับแปลสัญญาณต่ออีกครั้ง และส่งไปยังโปรแกรมประมวลผลข้อมูลและเก็บข้อมูลไว้ใช้งานต่อไปดังตามรูป 1.2


รูป 1.2

ลักษณะมาตราฐาน

ปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีประมาณ 11 ระบบ (โดยสองระบบแรกจะนิยมที่สุด)

1. UPC [Uniform Product Code] ใช้เมื่อปี พ.ศ. -2515 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
          1.1 แบบย่อมี 8 หลัก หรือเรียก UPC-E ใช้กับสินค้าที่มีข้อมูลน้อย
          1.2 แบบมาตรฐานมี 12 หลัก หรือเรียก UPC-A ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้อยู่ทั่วไป
          1.3 แบบเพิ่มตัวเลข 2 หลัก หรือเรียก UPC-A+2 ในกรณีที่ UPC-A เก็บข้อมูลไม่พอ
          1.4 แบบเพิ่มตัวเลข 5 หลัก หรือเรียก UPC-A+5 เพื่อเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น

2. EAN [European Article Number] เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ.- 2519 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
2.1 แบบย่อมี 8 หลัก หรือเรียก EAN-8 ใช้กับธุรกิจเล็ก มีข้อมูลไม่มาก
          2.2 แบบมาตรฐานมี 13 หลัก หรือเรียก EAN-13 (ประเทศไทย)
          2.3 แบบเพิ่มตัวเลข 2 หลัก หรือเรียก EAN-13+12 เพื่อเพิ่มข้อมูล ถ้า EAN-13 บรรจุข้อมูลไม่หมด
2.4 แบบเพิ่มตัวเลข 5 หลัก หรือเรียก EAN-13+5 เพื่อเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น

3. CODE 39 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.-2517 ในธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นบาร์โค้ดระบบแรกที่ใช้รวมกับตัวอักษรได้ เก็บข้อมูลได้มาก

4. INTERLEAVE 1 of 5 หรือเรียกว่า ITF เป็นบาร์โค้ดตัวใหญ่ใช้กับหีบบรรจุสินค้าหรือเรียก Cass Code

5. CODABAR ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับธุรกิจเวชภัณฑ์ ในปี พ.ศ.-2515

6. CODE 128 ได้ถูกพัฒนาขึ้นและยอมรับว่าได้ใช้เป็นทางการในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2524 นิยมใช้ในวงการดีไซเนอร์และแฟชั่น ปัจจุบันกำลังเริ่มนิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา

7. CODE 93 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.- 2525 ปัจจุบันเริ่มนิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรม

8. CODE 49 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยพัฒนาจาก CODE 39 ให้บรรจุข้อมูลได้มากขึ้น ในพื้นที่เท่าเดิม

9. CODE 16k เหมาะสำหรับใช้กับอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่เล็กมาก มีพื้นที่ในการใสบาร์โค้ดน้อย เช่น อุปกรณ์อะไหล่ เครื่องไฟฟ้า

10. ISSN / ISBN [International Standard Book Number] ใช้กับหนังสือ และนิตยสาร

11. EAN / UCC 128 หรือ Shipping Container Code เป็นระบบใหม่ โดยการร่วมมือระหว่าง EAN ของยุโรป และ UCC ของสหรัฐอเมริกา โดยเอาระบบ EAN มาใช้ร่วมกับ CODE 128 เพื่อบอกรายละเอียดของสินค้ามากขึ้น เช่น วันเดือนปีที่ผลิต ครั้งที่ผลิต วันที่สั่งซื้อ มีกี่สี กี่ขนาด เป็นต้น

ประโยชน์จากระบบบาร์โค้ด (Benefits of Bar Coding)

ระบบบาร์โค้ดให้ประโยชน์ในเชิงตัวเลข ซึ่งส่งผลเนื่องทางธุรกิจในเชิงคุณภาพ การที่ธุรกิจสามารถกำหนดเวลาในแต่ละกิจกรรมได้แน่นอน มีความแม่นยำด้านสารสนเทศ ทำให้เกิดการปรับปรุงการจัดส่งสินค้ารวมถึงบริการ เพิ่มระดับการให้บริการที่ดีขึ้น ฉะนั้นระบบบาร์โค้ดจึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ของบริษัท(Strategic Technology) ทำให้การรับคำสั่งซื้อทางการค้าทำได้เร็วขึ้น และสามารถดำเนินการได้รวดเร็วแม่นยำ สารสนเทศที่แม่นยำภายใต้เวลาที่เป็นจริง ทำให้การตัดสินใจในทางบริหารในจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์และการจัดการ ซํพพลายเชนสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น ระบบนี้ทำให้เกิดการลดต้นทุนอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการรับข้อมูลได้รวดเร็วโดยอัตโนมัติ ความผิดพลาดด้านสินค้าคงคลังและปริมาณการจัดส่งจะน้อยลง และหมดไปจากระบบในที่สุด ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการตลอดเส้นทางทั้งการเคลื่อนย้าย และจัดเก็บสินค้าน้อยลง

 บาร์โค้ดด้านเวชภัณฑ์ยา

ในประเทศไทยใช้ระบบบาร์โค้ดด้านเวชภัณฑ์ยาเป็นระบบEAN [European Article Number]แบบ13หลัก ซึ่งสร้างขึ้นดังนี้

  • เลขหมาย 3 หลักแรก หมายถึง ประเทศที่สินค้านั้นเช่น หมายเลข885สำหรับEANในประเทศไทย
  • เลขหมาย 4 หลักถัดมา หมายถึง ผู้ผลิตสินค้านั้นเป็นหมายเลขที่TANCเป็นผู้กำหนดให้สมาชิก
  • เลขหมาย 5 หลักถัดมา หมายถึง หมายเลขสินค้าที่ผู้ผลิตกำหนดให้กับสินค้าแต่ละประเภทที่ผลิต
  • เลขหมาย 1 หลักสุดท้าย หมายถึง เลขหมายตรวจสอบซึ่งสามารถคำนวณได้จากเลขหมาย12หลักแรก

การคำนวณเลขหมายตรวจสอบ

ขั้นที่1 : เริ่มด้วยการหาผลรวมของค่าตัวเลขจากตำแหน่งทางขวามือมาทางซ้ายทีละตำแหน่งเว้นตำแหน่ง (ไม่รวมตำแหน่งของหมายเลขตรวจสอบ)
ขั้นที่2 : นำผลคูณจากขั้นที่ 1 คูณด้วย3
ขั้นที่3 : หาผลรวมของตัวเลขที่เหลือทั้งหมด
ขั้นที่4 : หาผลรวมของขั้นที่2กับขั้นที่3
ขั้นที่5 : เลขหมายตรวจสอบคือ จำนวนที่น้อยกว่า10 และเมื่อรวมเข้ากับผลรวมในขั้นที่4จะได้ค่าเป็นจำนวนเต็มหลัก10

ตัวอย่าง  Barcode No. 8 8 5 2 5 3 5 0 0 2 1 6 C

ขั้นที่1 : 6+2+0+3+2+8=21
ขั้นที่2 : 21*3=63
ขั้นที่3 : 1+0+5+5+5+8=24
ขั้นที่4 : 24+63=87
ขั้นที่5 : 87+C=90 ดังนั้นC=3

ลักษณะมาตรฐานของบาร์โค้ดด้านเวชภัณฑ์ยา(EAN13)

– รหัสแท่ง จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้งหมด สร้างขึ้นจากชุดของแท่งขนานสีอ่อนและสีเข้มวางสลับกัน
– แท่งสีอ่อนและแท่งสีเข้มของรหัสแท่งประกอบขึ้นจากหลายๆแท่ง เรียกว่าชุดแท่ง มีความกว้าง 0.33มิลลิเมตร
– ชุดแท่งสีเข้มแทนด้วยหมายเลข1 ชุดแท่งสีอ่อนแทนด้วยหมายเลข0 โดยตัวเลขแต่ละหลักจะประกอบด้วย7ชุดแท่ง
-รูปแบบของรหัสบาร์โค้ด 13 หลัก จะประกอบไปด้วย

1 หน่วยกั้นด้านข้าง
2 ตัวเลข6หลักจากชุดตัวเลขAหรือB ประกอบเป็นครึ่งซ้ายของรหัส
3 หน่วยกั้นกลาง
4 ตัวเลข6หลักจากชุดตัวเลขC ประกอบเป็นครึ่งขวาของรหัส
5 หน่วยกั้นด้านข้าง

การกำหนดชุดตัวเลข

ค่าของตัวเลขจำถูกแปลงให้เป็นรูปรหัสแท่ง แต่ละตัวเลขจะแปลงได้7ชุดแท่ง สามารถจัดเรียงเป็นตัวเลขชุดเป็น3ลักษณะ คือ ชุดA B C ตามตาราง

จากตารางสามารถแทนค่าแท่งสีเข้มด้วย1 และสีอ่อนด้วย0 ซึ่งได้ผลดังรูปด้านล่าง

 และชุดตัวเลขของแถบกั้นจะแสดงได้ดังรูป

การเลือกใช้ชุดตัวเลข

การเลือกที่จะใช้ชุดตัวเลขนั้น ต้องพิจารณาจากเลขหมายในหลักที่13 ตามตารางดังนี้

 Barcode Reader On Mobile Phone

“Intuit “Clear “Zyxel “Fortigate